ปลิดขั้วปลิวพริ้วล่วงร่วงบนทราย
เปื่อยสลายตามกาลที่ผ่านผัน
อากาศเย็นร้อนรุกทุกคืนวัน
เร่งบีบคั้นทำลายกลายเป็นดิน
เปื่อยผุพังไม่ยั่งยืนฝืนไม่ได้
สลายไปเปื่อยป่นจนหมดสิ้น
กาลเวลาขย้ำกล้ำกลืนกิน
ต้องพังภินท์เปื่อยป่นบนพื้นทราย
กลางคืนที่เหน็บหนาวดาวเต็มฟ้า
ส่องแสงจ้าสว่างต่างเฉิดฉาย
หยาดน้ำค้างฉ่ำเย็นเซ็นกระจาย
ระเหยหายเมื่อฟ้ารับตาวัน
ดินชุ่มฉ่ำน้ำค้างที่พร่างพรม
ยอดหญ้าล้อเล่นลมที่โลมผ่าน
ทุกทุกสิ่งเคลื่อนไหวไปตามกาล
ดั่งดนตรีขับขานแล้วจบลง
ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปรไม่แน่นอน
เป็นคำสอนให้ละโลภโกรธหลง
อย่ายึดมั่นอัตตาว่ามั่นคง
จักดำรงยั่งยืนฝืนอนิจจัง
เป็นปรัชญาใบไม้ให้ข้อคิด
ช่วยสะกิดตักเตือนเหมือนสอนสั่ง
เกิดมาแล้วชีวิตนี้ไม่จีรัง
ล้วนต้องพังแตกดับลับสิ้นไป ฯ
28 กรกฎาคม 2544 02:44 น. - comment id 6752
อืมม....เพราะจัง ให้ข้อคิดด้วย....เราเห็นด้วยกับกลอนของภีมนะ อิอิ....ทั้งเพราะทั้งมีความหมาย....

28 กรกฎาคม 2544 03:02 น. - comment id 6759
เพราะมากจ๊ะ....ภีม...

28 กรกฎาคม 2544 03:13 น. - comment id 6762
ไม่อยากบอกเลยว่า..... มาก (คิดเอาเอง) เพราะไม่อยากพูดซ้ำเดี๋ยวจะหาว่าพูดประจำ เป็นแบบฟอร์ม เพราะภีมคือคนที่แต่งกลอน ได้เก่งคนนึงเลยหล่ะ

28 กรกฎาคม 2544 06:42 น. - comment id 6819
อืม......แต่งได้สดชื่นดีนะ

29 กรกฎาคม 2544 05:53 น. - comment id 6988
เห็นสัจจะธรรมตามธรรมชาติ เยี่ยมยุทธ์ ข้าน้อยขอคาราวะ

30 กรกฎาคม 2544 05:50 น. - comment id 7097
เยี่ยมครับ ทั้งความหมาย ความคล้องจอง และการรู้จักเล่นคำ อืม... เยี่ยมครับ

30 กรกฎาคม 2544 10:52 น. - comment id 7166
เยี่ยมครับ ... เป็นอีกบทหนึ่งที่ภีมเขียนได้ดีมาก
