ลุ่มลึกอิสราวดี 33
ภายหลังจากการฝึกม้าป่าให้เป็นม้าศึกได้สำเร็จลงเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าการฝึกฝนม้าก็เข้า
มารายงานแก่ผู้เฒ่าแม่ทัพ ชายหนุ่มพลันกล่าวขึ้น
“ แล้วทั้งหมดมีจำนวนเท่าไหร่ยกเว้นเจ้าสีเทาม้าเราล่ะ”
“ ทั้งหมดมี สามร้อยห้าสิบห้าตัว ไม่นับทั้งแม่ม้าและลูกม้าขอรับ” หัวหน้าคนฝึกกล่าว
พลางหันมากล่าวกับผู้เฒ่าว่า
“ หากเป็นเช่นนั้นข้าเองจะคัดเหล่าทหารที่ข้าฝึกไว้เอง ขอให้ท่านช่วยเรียกทหารทั้งหมดที่
ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ขอให้มาประชุมด่วน เวลาไม่อาจจะล่าช้าได้นักแล้วจะทำการคัด
แยกทหารออกเป็นทหารม้า เป็นพิเศษขึ้นท่านผู้เฒ่า”
ครั้นชายผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ได้รับฟังเช่นนั้น ก็หันไปทางทหารสนิทสั่งให้ประชุมด่วนทันที
ไม่นานนักเหล่าทหารทั้งหลายก็มาประชุมหน้าลานพร้อมเพรียงกัน
ชายหนุ่มเดินสำรวจร่างกายของทหารทั้งหมดทุกตัวนาย พลางชี้ตัวแยกคัดเลือกออกมาเอง
ให้ครบจำนวนม้าที่ได้รับการฝึกฝนแล้ว
เมื่อได้ครบจำนวนแล้วก็สั่งให้ทหารทั้งหมดกลับได้คงเหลือไว้เพียงทหารที่ถูกคัดเลือกไว้
ชายหนุ่มเริ่ม เรียกให้ชายหัวหน้าคนฝึกม้านำพวกทหารไปยังคอกม้าทันที แล้วให้ทหารเข้าคลุก
คลีกับม้าทั้งหลายตามใจชอบ ครั้นบรรดาทหารทั้งสามร้อยกว่านายได้ต่างคัดเลือกม้าตามที่ถูก
ใจแล้ว ก็ขี่ม้าออกมายืนเข้าแถวเรียงราย เสียงบรรดาม้าต่างร้องก้องคะนองไปทั่ว
ชายหนุ่มฝึกให้บรรดาทหารขี่ม้ายืนบนหลังม้าจนเชี่ยวชาญก่อนและให้หย่อนร่างกายหลบไป
ยังใต้ท้องม้า ในเวลาเพียงไม่กี่วันบรรดาทหารทั้งหมดก็ฝึกได้คล่องแคล่วทั้งการยืนบนหลังม้า
และหลบหลีกใต้ท้องม้า พร้อมๆกับการใช้อาวุธต่างๆได้อย่างคล่องแคล่วสำหรับในการรบต่อไป
ทหารที่ได้รับการฝึกพิเศษนี้สามารถยิ่งธนูและใช้หอกดาบบนหลังม้าตลอดจนขว้างก้อนหินได้อย่าง
แม่นยำยิ่งนัก เขาควบคุมการฝึกด้วยตัวเองจนเกิดความแน่แก่ใจแล้วว่าหน่วยทหารนี้ชำนาญทั้งการ
รบบนหลังม้าและบนดิน ก็แบ่งแยกออกเป็นสองหน่วยเข้าประลองรบกันเองต่างก็ก่ำกึ่งซึ่งกันและกัน
ดังนั้นเขาจึงแบ่งแยกเหล่าทัพม้าทั้งหมดออกเป็นออกเป็นสิบหน่วยทันที และคัดเลือกผู้ควบคุมหน่วย
หน่วยละสามสิบห้ามีคนควบคุมหนึ่งคนและรองลงมาสองคน หากเกิดการผิดพลาดให้คนรอง
ลงมาสามารถบัญชาการรบต่อไปไม่ต้องคำนึงถึงให้ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยต่อไปสั่งการได้ทันที
เมื่อจัดการใช้ในการฝึกและตัวหน่วยรบทหารม้าขึ้นผ่านไปเกือบสามเดือน ทุกหน่วยต่างเข้าฝึกการรบพุ่ง
กันเองและประสานงานเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เขาก็ให้เหล่าทหารม้าทั้งหมดมาสาบานตัวกินน้ำที่ผสมด้วยเลือดของเหล่าทหารม้าทั้งหมด
ให้ถือเสมือนเป็นพี่น้องร่วมกันมา ต่างต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามสถานการณ์พร้อมทั้งเรียก
หัวหน้าทั้งหมดรวมทั้งรองมาอธิบายแผนการรบการเข้าไปในค่ายกลที่เขาวางไว้ตลอดวิชาการต่างๆ
ให้ทราบไปช่วยฝึกเหล่าทหารทั้งหลายด้วย เวลาผ่านไปประมาณหกเดือนทั้งหมดก็เชี่ยวชาญการรบพุ่งนัก
ต่างกระเหี้ยนกระหืออยากจะเข้าสู่สงครามโดยเร็ว ทุกๆคนมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมเชื่อฟังเขาคนเดียว
เขาเองก็เขียนแบบแปลนให้หัวหน้าช่างเหล็กสร้างอาวุธพิเศษให้แก่เหล่าทหารม้า และแจ้งให้เหล่า
ทหารม้าให้ขึ้นตรงแต่เขาเพียงผู้เดียวที่จะสั่งการนี้ได้ ทั้งหมดน้อมคาราวะเขาและทุกๆคนได้รับการแจก
ผ้ายันต์ที่เขาสร้างขึ้นไว้ให้ทุกๆคนใช้ผูกแขนไว้เวลาออกรบจะได้ไม่สับสนกันเอง ครั้นจัดการหน่วยทหาร
ม้าจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็พอดีหน่วยลำเลียงของที่เขาสั่งแก่ท่านผู้เฒ่าก็ส่งของมาถึงเป็นจำนวนมากพร้อม
ด้วยเสบียงอาหารที่ใช้เลี้ยงแก่เหล่าทหารทั้งหมด
ครั้นแล้วเขาก็มอบแบบแปลนที่เขาเคยร่ำเรียนจากช่างทำบ๊องไฟมาเขียนการวางกำหนดระยะทางขาตั้ง
ที่ใช้ในการปล่อยบ๊องไฟขึ้นสู่ในอากาศตลอดจนการบรรจุดินดำและจัดทำชนวนไฟไว้ด้วย พร้อมทั้งกล่าว
ให้ท่านผู้เฒ่าว่า ดินประสิวก็ดี กำมะถันก็ดี ตลอดจนถ่านให้แม่บ้านที่เป็นหญิงติดตามมาในการหนีจากเมือง
มารวมอยู่ด้วย เป็นคนตำของทั้งหมด แล้วเขาก็เรียกเหล่าแม่บ้านทหารมาอธิบายการจัดทำการผสมดินดำ
ชนวนประทุในการใช้จุดไฟ ซึ่งใช้กระดาษเป็นส่วนผสมนำไปตากแห้งให้สนิทอย่าได้มีความชื้นเข้าไปได้
และบอกถึงอันตรายหากใช้หรือทำรุนแรงไปก็จะระเบิดเป็นไฟทันที จนเหล่าแม่ทหารทั้งหลายเข้าใจและมา
รับหน้าที่ทันที เขาแจ้งว่าต้องการเร่งให้จัดทำเครื่องมือต่างๆให้ฝ่ายช่างทำเหล็กเร่งมือโดยด่วน
ครั้นท่านผู้เฒ่าทราบดังนั้นก็สั่งให้ทหารใกล้ชิดไปแจ้งแก่นายช่างพร้อมมอบแบบแปลนที่ชายหนุ่มเขียน
ขึ้นให้เร่งมือทำให้เสร็จในวันสองวันนี้ด้วย เมื่อชายหนุ่มวางแผนการเรียบร้อยแล้วเกือบทั้งวันทั้งคืนเขาไม่
ได้รับการพักผ่อนมากนัก เพียงคิดถึงแผนการต่างๆพร้อมกับแม่นางพรายทั้งสองก็ระดมความคิดช่วยเหลือเขา
เป็นอย่างดี เขาเองได้เล่าเรื่องแม่นางจะขอพบแม่นางพรายทั้งสองด้วย หล่อนก็ไม่ขัดข้องด้วยเห็นนางกษัตริย์
นั้นเป็นคนจิตใจดีโอบอ้อมอารียิ่งนัก
ในที่สุดทั้งหมดก็สามารถเข้ากันได้และบังเกิดรักใคร่กลมเกลียวกันไปมาหาสู่กันเสมอ ส่วนนางพราย
นั้นไม่ยอมจากชายหนุ่มอ้างว่าต้องคอยดูแลคุ้มครองยามค่ำคืนเสมอๆ ครั้นทั้งหมดร่วมกันวางแผนที่จะยึดเมือง
ต่างๆไว้ทีละขั้นตอนแล้ว ต่างก็ฉลองกันอย่างสนุกสนานแต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหาได้จัดอย่างใหญ่โตไม่
ในระหว่างทานอาหารนั้นชายหนุ่มขอให้ท่านแม่ทัพช่วยกำชับเหล่าทหารทั้งหลายห้ามเด็ดขาดไม่ว่าจะมีงาน
เลี้ยงใดๆห้ามทานเหล้าเป็นอันขาด เพราะถึงแม้จะสร้างความกล้าก็จริงแต่ว่าย่อมขาดสติในการป้องกันตัวเอง
สู้ความกล้าในด้านจิตใจไม่ได้ เขาแจ้งว่าได้พาทหารเกือบทั้งหมดทดสอบความแข็งแกร่งจนทุกๆคน
เกิดความแข็งแกร่งกว่าทหารทั่วๆไปสามารถวิ่งได้นับเป็นกิโลๆโดยไม่เหน็ดเหนื่อยแต่ประการใดไม่
ทำความพอใจแก่ชายหนุ่มยิ่ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงชวนแม่นางกษัตริย์และแม่ทัพใหญ่พร้อมเหล่าทหารหัวหน้าไป
พร้อมๆกับนำอาวุธในการขว้างปาด้วยกระสุนดินดำ และบ๊องไฟที่เรียบร้อย เมื่อครั้นติดตั้งบ๊องไฟเสร็จแล้วจึง
ชวนท่านผู้เฒ่าและแม่นางไป ที่ด้านเขาอีกลูกหนึ่งชายหนุ่มเมื่อจัดบ๊องไฟที่ทำไว้พร้อมขาตั้งที่วางเรียงไว้สามตอนเชื่อมต่อและถอดขาออกมาได้เพื่อสะดวกในการขนย้ายไปการสู้รบต่อไป
เมื่อเขาจัดการจุดประทุให้ติดไฟแล้ว เมื่อประทุถึงบ้องไฟที่ทำด้วยเหล็กพร้อมด้วยกระสุนเหล็ก
ก็พุ่งทะยานใส่ยังภูเขาอีกลูกหนึ่งทันที เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นผลทำให้ภูเขาลูกนั้นระเบิดเป็นผุยผงเป็นโพลง
ใหญ่ทันทีพร้อมกับระเบิดได้เกิดเสียงดังอีกครั้งทำให้ภูเขาขนาดย่อมๆแถบนั้นทะลายลงมาเป็นหน้ากลอง
ทำให้ทุกๆคนต่างตกตลึงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ กับเพิ่มกำลังใจให้เหล่าทหารทั้งหลาย ชายหนุ่มกล่าวขึ้นทันทีว่า
“การที่เราคิดทำครั้งนี้เพื่อใช้ในการทำลายกองข้าศึกที่เข้มแข็งตลอดประตูเมือง ซึ่งมีไม่มากนักส่วนระเบิด
ที่สามารถพกติดตัวได้เราจะมอบให้แก่หัวหน้าหน่วยทหารไว้ทุกๆคน หากจำเป็นจริงๆก็ให้ใช้ได้ด้วยมีจำกัดไม่
มากนัก ฉะนั้นขอให้ทหารเราอย่าเพียงคิดว่าเมื่อมีอาวุธเหล่านี้แล้วจะไม่ต้องใช้ดาบ ธนู หอกอาวุธอื่นๆอีก ด้วย
นี้เป็นแค่สิ่งเสริมเท่านั้นเอง จงจำไว้”
เหล่าทหารทุกๆคนรับคำว่าหากไม่จำเป็นก็จะไม่ใช้ ชายหนุ่มกล่าวว่าหากออกเดินทางไปรบเราถึงจะมอบ
ของเหล่านี้ให้ พร้อมๆกับนำท่อนกระบอกขนาดเล็กๆมาจุดแล้วสอนวิธีการจุดให้ด้วยเมื่อได้ระยะของประทุ
ที่จะเข้าไปภายในก็ขว้างออกไปยังเบื้องหน้าทันที กระบอกขนาดเล็กครั้นถูกขว้างไปยังก้อนหินตกยังพื้นก็เกิด
เสียงระเบิดทันทีก้อนหินก้อนโตก็แตกทลายลงหมดสิ้น พร้อมกับแจ้งว่าให้กะระยะของประทุที่จะจุดว่าจะต้อง
คำนวณว่าใกล้ๆหรือไกลง หากไกลๆก็ให้เว้นระยะให้ห่างๆไว้ มิฉะนั้นมันจะระเบิดก่อน ซึ่งทุกๆคนต่างก็เข้าใจ
เมื่อหลังเสร็จสิ้นแล้วทหารก็เข้ามารายงานว่ามีหน่วยทหารเดินทางมาถึงปากทางแล้วจะให้ทำประการใด
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มพร้อมคนทั้งหมดก็รีบออกเดินทางไปยังปากทางเข้าหุบผาทันที ครั้นไปถึงเห็นหน่วย
ทหารทั้งหลายมุ่งมาทางนี้ เขาจึงได้จัดส่งทหารลงไปเพื่อหลอกล่อแจ้งให้ทราบว่าครั้นถึงปากค่ายกลแล้วให้หลบ
เลี่ยงออกทั้งสองข้างกลับมาที่เดิมทันที นายทหารครั้นได้รับทราบคำสั่งจากชายหนุ่มแล้วก็รีบนำทหารออกไป
เมื่อทหารทั้งหลายไปถึงก็นำกำลังเข้าหลอกหล่อซึ่งใช้ม้าที่มีอยู่ก่อนแล้ว เข้าประจัญบานกับทหารภายในเมือง
ทันที ทำเป็นพ่ายแพ้ถอยร่นหนีกลับมาทางปากหุบเขา
เหล่าทหารในเมืองต่างก็ไล่ทะยานเข้ามาและเลยเข้าไปยังค่ายกลทันที เมื่อเหล่าทหารของชายหนุ่มกลับมาแล้วซึ่งเขามองเหตุการณ์อยู่เบื้องบนเห็นทหารของข้าศึกต่างร้องโหยหวนก้องกังวานทำให้บรรดาทหารข้าศึกที่
ทยอยกันมาต่างชะงักและรีบหวนกลับไปรายงานต่อนายทหาร นายทหารที่นำทัพมาก็มุ่งหน้ามาครั้นเห็นทหาร
ของพวกต้นหายไป ก็หันไปตวาดกับทหารที่มาส่งข่าวว่า
“ไหนๆ ข้าไม่เห็นทหารของเราอยู่หรือว่ามันจะเลยเข้าไปในหุบเขาแล้วกระมัง” ทำเอาทหารที่มารายงาน
ครั้นหันไปมองก็เห็นเป็นที่โล่งเปล่ามองผ่านเลยไปได้ ก็ตลึงไม่รู้จะกล่าวประการใด
“พวกข้าเห็นเสียงร้องของทหารของพวกเรายามผ่านเข้าไปถึงกลางทางหุบเขาต่างร้องก้องทั้งม้าทั้งคนนะ”
ท่านนายกอง
“แต่นี่หามีทหารหลงเหลือสักคนนี่นา หากไม่แน่ใจอย่ากลับมารายงานข้าเป็นอันขาดมิฉะนั้นต่อไปข้า
จะทำโทษเจ้าอีก “
พร้อมสั่งให้ทหารทั้งหมดซึ่งล้วนเป็นทหารม้าล่วงหน้าไปข้างหน้า โดยนายกองที่ควบคุมทหารมาก็ออก
นำหน้าเดินทางเข้าหุบเขาทันที เมื่อเข้าไปยังค่ายกลแรกก็พบร่างทหารทั้งหลายต่างฆ่ากันเองล้มตายลงหมดสิ้น
ก็ให้แปลกใจ จึงให้ทหารทั้งหมดผ่านเลยไป ลุล่วงไปข้างหน้าขบวนทหารก็ติดตามนายกองผู้นั้นพร้อมทหาร
เดินเท้าก็เข้าสู่ค่ายกลที่สองทันที ครั้นนายกองพอลุล่วงเข้าสู่ค่ายกลที่สองก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้น
พลันบังเกิดเปลวไฟลุกโชติช่วงพุ่งเข้าสู่ร่างเขา ดังนั้นจึงชักดาบออกฟันไปยังดวงไฟที่แลเห็น ปรากฏเสียง
ร้องก้องแล้วดวงไฟก็หายวับไปทันที เกิดประกายไฟขึ้นมาอีก
บรรดาทหารทั้งหลายก็เห็นเช่นเดียวกับนายกองผู้นั้นต่างก็ใช้อาวุธฟาดฟันดวงไฟเหล่านั้น
เสียงร้องก้องระงมไปทั่วๆบริเวณ ดวงไฟที่มันแลเห็นก็คือบรรดาทหารของพวกมันนั่นเอง
ต่างก็เข่นฆ่ากันจนกระทั่งเหลือนายกองที่มีฝีมือเพียงคนเดียวเมื่อเหล่าทหารต่างล้มตายมันจึงแลเห็น
สภาพภายในค่ายกลได้ จึงทราบว่าดวงไฟที่มัน ฟาดฟันนั้นที่แท้ก็คือเหล่าทหารพวกมันกันเองก็ให้แปลกใจนัก
จึงชักม้าถอยหลังกลับแต่ก็ไม่สามารถออกจากค่ายกลได้ด้วยมีเปลวไฟล้อมรอบบริเวณกว้างมันชักม้าวนเวียน
เพื่อหาทางออกก็ไม่สามารถออกไปได้
ดังนั้นชายหนุ่มเห็นจึงให้ทหารที่ตนเองฝึกมากับมือใช้ธนูทดลองยิงนายกองนั้นทันที ทหารที่ผ่านการฝึกจากเขาก็ หยิบคันธนูพร้อมลูกธนูน้าวแล้วยิ่งออกไป ปรากฏร่างนายกองนั้นถึงกับผงะตกกับหลังม้าสิ้นใจตาย
เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้เฒ่าและแม่นางเห็นอานุภาพของค่ายกลที่ทำลายล้างข้าศึกโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อฝ่ายตนเอง
แต่ประการใดไม่ ก็ให้นึกชมชายหนุ่มหากแม้นเขาเป็นฝ่ายตรงกันข้ามเห็นทีพวกเราจะตายสิ้นสมแล้วที่สายตาของ
ท่านแม่ทัพมองได้ลึกซึ้งยิ่งนัก ครั้นเห็นชายหนุ่มนำทหารพวกหนึ่งลงไปข้างล่างเดินฝ่าค่ายกลไปพร้อมทหาร
ทั้งหลายแล้วก็จัดระเบียบค่ายกลใหม่พร้อมนำอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้ามพร้อมม้ากลับออกมา
เพื่อใช้ในโอกาสต่อไป แล้วเขาสั่งให้นายกองที่เขาฝึกฝนนำทหารนำร่างศพข้าศึกออกมาไปจัดการฝังยังชายป่า
ไม่ให้อุจาดนัยน์ตาต่อไป พร้อมทั้งให้กลบเกลื่อนร่องรอยหมดสิ้น หลังจากนั้นเขาก็ขึ้นมาหาแม่นางและผู้เฒ่ากล่าวขึ้นว่า
“กำลังของมันที่ยังตกค้างอยู่เหลือไม่มากนัก คงจะสงสัยและอาจจะยกเข้ามาอีก ทางด้านนี้ปล่อยไว้ได้แล้ว
ข้าเองได้กำชับแก่นายกองของเราไว้แล้วหากเข้ามาให้จัดการแบบเดิมอีก ไม่ต้องเข้าต่อสู้กับพวกมันจนกว่ามันจะ
ตกตายไปเองแล้วเก็บอาวุธและม้ากลับมาสะสมไว้เพื่อเป็นขุมกำลังเราต่อไปนะ
ท่านผู้เฒ่า”
“หากไม่ได้ท่านมาช่วยเหลือการครั้งนี้เห็นทีว่าหุบผาเราจะต้องเสียแก่มันเป็นแม้นมั่นด้วยฝ่ายของกำลังทหารเรานั้น
น้อยนิดเท่านั้นมิอาจต้านทานได้หรอก” ชายชราแม่ทัพใหญ่กล่าว
“อ้อๆ???....ข้าเองก็ยังไม่ทราบจำนวนทหารของฝ่ายเราว่ามีสักประมาณสักเท่าไหร่เลย” ชายหนุ่มกล่าว
“ตกราวๆหมื่นกว่าคนแหละพ่อหนุ่ม ส่วนในเมืองก็มีไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นเอง แต่ได้ข่าวว่าทหารที่ทนต่อ
เหตุการณ์ของไอ้อำมาตย์ไม่ได้ต่างแปรพักตร์แอบหนีมาจะเข้ามาสมทบกับเราแต่เราไม่กล้ารับไว้ พ่อหนุ่มมี
ความคิดเห็นเป็นประการใดล่ะ” ชายชรากล่าว
“คนเรานั้นรู้หน้าไม่รู้ใจแต่ทว่าในเมื่อเหตุการณ์เป็นดังนี้เห็นควรจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อน โดยเรารับ
พวกมันไว้แล้วค่อยๆมา จำแนกออกทีละคนๆก็จะทราบเอง หากมีพิรุธสงสัยก็
ให้ฆ่ามันทิ้งเสีย ส่วนที่นำครอบครัวมาด้วยนั้นไม่จำเป็นหรอกด้วย
พวกนี้มีความตั้งใจแน่วแน่จึงนำครอบครัวมาด้วย ไส้ศึกนี้สำคัญนักให้แจ้งแก่ทหารหน่วยราชการลับคอยสอด
ส่องผู้คนมาใหม่ทุกๆย่างก้าวก็แล้วกันนะ” ชายหนุ่มกล่าว
“ได้ซิพ่อหนุ่ม เราจะทำตามที่ท่านกล่าวมานี้ทั้งหมด งั้นเรากลับก่อนทหารข้าศึกเพียงไม่เท่าไหร่นี้ข้า
คิดว่ามันคงไม่กล้าเข้ามาในหุบเขาเราหรอก คงจะตั้งมั่นอยู่นอกหุบเขาสร้างค่ายไว้ ค่อยค่ำคืนจึงจะนำทหาร
ออกไปโจมตี ป่านนี้มันคงส่งรายงานกลับไปเมืองหลวงแน่แล้วท่านผู้เฒ่า” ชายชรากล่าวด้วยสันทัดยิ่งนักเกี่ยวกับ
สงคราม ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าชายหนุ่มมากมายนัก
แล้วทั้งหมดก็เดินทางกลับไปยังที่พักเพื่อปรึกษากันถึงแนวทางที่จะเข้าโจมตีค่ายทหารในค่ำคืนนี้ต่อไป.....
* แก้วประเสริฐ. *
28 กุมภาพันธ์ 2553 17:17 น. - comment id 115354
ติดตามอยู่ครับครู

28 กุมภาพันธ์ 2553 17:35 น. - comment id 115355

28 กุมภาพันธ์ 2553 23:53 น. - comment id 115356
รอให้ป๋าพิมพ์เป็นเล่มก่อนดีกว่า

1 มีนาคม 2553 09:47 น. - comment id 115357
คุณ กิ่งโศก จ้าศิษย์รักเรา อ่านไปเดาใจครูไปด้วยนะ จะสนุกจ้า รักเสมอ
แก้วประเสริฐ.

1 มีนาคม 2553 09:50 น. - comment id 115358
คุณ ฉางน้อย ขอบใจมากจ้า รักหลานเราเสมอ
แก้วประเสริฐ.

1 มีนาคม 2553 09:53 น. - comment id 115359
คุณ ฤกษ์ รูปหล่อ รวมเล่มผมไม่มีปัญญาหรอกครับ นอกจาก จะไปรวมเอาเองนะ คนจนก็แบบนี้แหละพ่อรูป หล่อสาวหลง หากอ่านควรอ่านตั้งแต่ต้นนะ ด้วยตอนแรกเป็นการผจญภัยในป่าดงดิบนะ รักเสมอ
แก้วประเสริฐ.

1 มีนาคม 2553 16:16 น. - comment id 115362
ตามค่ะตาม อิอิ แต่ไม่กล้าเดาค่ะ ต้องลุ้นเอาเองเนาะ

1 มีนาคม 2553 19:18 น. - comment id 115377
คุณ โคลอน คุณฝนครับ ผมก็แต่งไปตามอารมณ์ผมนี่ แหละครับคิดอะไรได้ก็ใส่จะเอามาคาดนั้นคิดว่า คงยาก หากเดาถูกก็เหมือนเดาใจผมออกนั่น แหละ อิอิ อารมณ์คนบ้าๆบอๆเช่นผมเดายากนะ ครับ รักเสมอครับ
แก้วประเสริฐ.
