
![]()
บนถนนลูกรังริมฝั่งทุ่ง
ฝุ่นคละคลุ้งค่อยคลายมลายสูญ
กลีบสีเหลืองสดใสใต้โคนคูน
แลจำรูญยามเย็นเด่นสะคราญ
นกกระยางเยื้องย่างบนทางเปลี่ยว
ลมกอดเกี่ยวกิ่งกกโยกผสาน
ดอกผักตบสีม่วงพวงผลิบาน
ครอบครองธารสองฝั่งยังงดงาม
บนถนนว่างเปล่าทาบเทาหม่น
ลูกรังปนโมลาสราดรดหลาม
กลิ่นน้ำตาลโชยทุ่งฟุ้งทุกยาม
คอยช่วยปรามธุลีแดงลอยแรงลม
ตาลยอดด้วนเดียวดายยืนปลายทุ่ง
ดับการปรุงภพชาติพิลาสสม
คอยประกาศสัจธรรมท่ามสายลม
ที่ครอบห่มทุ่งธารผ่านเดือนปี
คืออนุสรณ์สอนฉันในวันพรุ่ง
ผ่านท้องทุ่งยามเย็นเป็นสักขี
ท่ามต้นข้าวช่อเรียวเขียวขจี
แทนวจีกวีวงศ์องค์ศาสดา...
เธอจงละความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ...ในวิญญาณเสีย ด้วยอาการอย่างนี้ วิญญาณนั้นจักเป็นธรรมชาติ อันเธอละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา.
พุทธวจน...

ครั้ง...ปีกมารปกคลุมล้อมรุมโลกแผ่ทุกข์โศกทั่วหล้าดั่งอาถรรพ์ทวยเทพจรจากหายมลายพลันแม้สวรรค์ก็หันเมินเดินห่างไกล...เธอคงก้าวตามฝันมิหวั่นหวาดกี่ภพชาติหวนมาหาหวั่นไหวเพียรปลดปล่อยคนทุกข์รุกทรวงในถ้อยคำอธิษฐานใด...เธอได้ยินรอยยิ้มเธองดงามเหนือสามภพงามสยบเทพใดในสรวงสิ้นสวมอาภรณ์งามกว่าองค์อัมรินทร์ทั่วธรณินหาเทียบเปรียบคนงามดวงตาเปี่ยมเมตตากว่าพระอิศวรรูปรัญจวนกว่าใครในโลกสามมงกุฎเธอเลอค่ากว่าของพระรามเพียงเอ่ยนามก็ศักดิ์สิทธิ์สัมฤทธิ์พรเปล่งวาจาดั่งดนตรีแห่งศรีสรวงมารทั้งปวงศิโรราบบาปไถ่ถอนนิรมานกายนับล้านช่วยจารจรอำนวยพรทั่วหล้า...จักรวาลแดนถิ่นเถื่อนดงดอยฝากรอยเท้าสถิตเนาเนิ่นวันกัลปาวสานที่ร้อนแล้งก็ชุ่มชื่นยิ่งยืนนานที่ร้าวรานเหน็บหนาวบรรเทาไปวิบากกรรมโลกมนุษย์สุดหยั่งวัดเธอหมายทัด-ทานต้านสะท้านไหวแลกน้ำตามหาศาลปานสิ้นใจหามีใครใต้หล้าจะหยั่งแจ้งขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้เธอนี้กี่พันปีมั่นใจไม่หน่ายแหนงคงภักดีชั่วฟ้าหาคลางแคลงด้วยรู้แจ้งว่ารักเธอ...เสมอใจ...